CU-TEP คืออะไร: ภาพรวมข้อสอบ คะแนน และระดับที่ควรตั้งเป้า
คนที่ค้นคำว่า cu tep มักอยากรู้ 2 เรื่อง คือข้อสอบหน้าตาเป็นอย่างไร และคะแนนที่ตั้งเป้าไว้อยู่ระดับไหน หน้านี้สรุปโครงสร้างข้อสอบทั้ง 3 พาร์ท อธิบายว่าคะแนนแต่ละช่วงเทียบกับระดับ CEFR อย่างไร แนะนำวิธีเริ่มเตรียมตัวแบบทำได้จริง และมีชุดข้อฝึกที่เขียนขึ้นใหม่ตามสไตล์ข้อสอบ พร้อมคำอธิบายทุกตัวเลือก
CU-TEP คืออะไร
CU-TEP คือข้อสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษที่ใช้กันแพร่หลายในไทย โดยเฉพาะตอนสมัครเรียนต่อและยื่นคะแนนตามเงื่อนไขของหลักสูตรต่าง ๆ ข้อสอบวัดทักษะการฟัง การอ่าน และความแม่นยำด้านไวยากรณ์ ตัวข้อสอบเป็นปรนัยทั้งหมด
ก่อนตั้งเป้าคะแนน ให้ดูประกาศของหลักสูตรหรือหน่วยงานที่จะยื่นก่อนเสมอ เพราะแต่ละที่กำหนดเกณฑ์ไม่เหมือนกัน ตัวเลขที่เห็นกันในผลการค้นหาจึงเป็นเป้าหมายของแต่ละคน ไม่ใช่มาตรฐานเดียวสำหรับทุกคน
หมายเหตุ: หน้านี้เขียนโดยผู้จัดทำอิสระ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงสร้างข้อสอบ: 3 พาร์ท รวม 120 ข้อ
| พาร์ท | จำนวนข้อ | เวลา | ลักษณะ |
|---|---|---|---|
| Listening | 30 ข้อ | 30 นาที | บทสนทนาและบทพูด ตอบคำถามปรนัย |
| Reading | 60 ข้อ | 70 นาที | บทความวิชาการ + ข้อเติมคำในเนื้อความ (cloze) |
| Writing (Error Identification) | 30 ข้อ | 30 นาที | ชี้จุดที่ผิดหลักภาษาในประโยค |
| รวม | 120 ข้อ | 130 นาที | คะแนนเต็ม 120 คะแนน |
Reading มีจำนวนข้อมากที่สุด คือครึ่งหนึ่งของข้อสอบทั้งหมด การอ่านเร็วและจับใจความได้แม่นจึงมีผลกับคะแนนรวมมาก ส่วน Writing ไม่ต้องเขียนเรียงความ แต่ต้องมองให้ออกว่าส่วนไหนของประโยคผิดหลักภาษา
คะแนนแต่ละช่วงหมายถึงอะไร (เทียบ CEFR)
ถ้าค้นหาเพราะมีคะแนนเป้าหมายอยู่แล้ว ให้ดูว่าคะแนนนั้นอยู่ในช่วง CEFR ไหน จะช่วยให้รู้ว่าต้องใช้ภาษาได้ระดับใด ตามประกาศ CUATC เทียบไว้ดังนี้
| ระดับ CEFR | ช่วงคะแนน CU-TEP |
|---|---|
| C1 | 99–120 |
| B2 | 70–98 |
| B1 | 35–69 |
| A2 | 14–34 |
ช่วง B2 กว้างมาก คะแนนที่อยู่ต้นช่วงกับปลายช่วงจึงต้องเตรียมตัวต่างกันพอสมควร ให้ประเมินระดับตัวเองด้วยแบบฝึกที่จับเวลาจริงก่อน แล้วค่อยวางแผนว่าต้องเพิ่มคะแนนจากพาร์ทไหน
รูปแบบการสอบและข้อมูลรอบสอบล่าสุด
CU-TEP มีทั้งแบบสอบบนกระดาษ (PBT) และแบบสอบด้วยคอมพิวเตอร์ (CBT) ก่อนเลือกควรลองฝึกในรูปแบบที่จะสอบจริง เช่น ถ้าสอบ CBT ให้ฝึกอ่านบทความยาวบนจอ เพราะการอ่านบนจอกับบนกระดาษให้ความรู้สึกต่างกัน
ส่วนวันสอบ วิธีสมัคร และเงื่อนไขของปีล่าสุด ให้ตรวจจากประกาศทางการของผู้จัดสอบโดยตรงก่อนวางแผน เพราะรายละเอียดเหล่านี้อาจเปลี่ยนได้ในแต่ละปี
เริ่มเตรียมตัวอย่างไรให้เป็นระบบ
- ทำแบบวัดระดับที่จับเวลาจริงก่อน จะได้รู้ว่าพาร์ทไหนเสียคะแนนมากที่สุด
- Reading: ฝึกอ่านบทความวิชาการ ให้อ่านย่อหน้าแรกกับประโยคแรกของแต่ละย่อหน้าเพื่อจับโครงเรื่อง ส่วนข้อ cloze ให้ดูชนิดคำ (คำนาม คำกริยา คำคุณศัพท์) และคำเชื่อมรอบช่องว่าง
- Writing (Error Identification): ตรวจตามลำดับเดิมทุกครั้ง เริ่มจากความสอดคล้องของประธานกับกริยา แล้วดู tense ชนิดคำ คำบุพบท และโครงสร้างคู่ขนาน
- Listening: อ่านคำถามล่วงหน้าเท่าที่ทำได้ และฟังหาคำที่บอกว่าผู้พูดเปลี่ยนความคิดหรือกำลังจะสรุป เช่น however หรือ so
- จดข้อผิดพลาดของตัวเอง แยกตามประเภท แล้วทบทวนประเภทที่ผิดซ้ำบ่อยก่อน
ฝึกกับโจทย์ต้นฉบับ
ลองทำชุดข้อฝึกที่เขียนขึ้นใหม่สำหรับหน้านี้ ข้อ 1–3 เป็นสไตล์ Reading/cloze และข้อ 4–5 เป็นสไตล์ Error Identification
Choose the word that best fills the blank in the passage: "adding more hives may do more ___ than good."
- (A) harm
- (B) harmful
- (C) harmed
- (D) harmless
ดูเฉลย
คำตอบ (A) — ตรงนี้ต้องใช้คำนาม เพราะเป็นกรรมของ do more และต้องคู่กับ good ที่เป็นคำนามในสำนวน do more harm than good (ก่อผลเสียมากกว่าผลดี) คำว่า harm ใช้เป็นคำนามได้ จึงถูกทั้งไวยากรณ์และความหมาย
- (B) harmful เป็นคำคุณศัพท์ วางหลัง do more เป็นกรรมไม่ได้ และไม่เข้าคู่กับ good ในสำนวนนี้
- (C) harmed เป็นกริยาช่องที่ 2/3 ไม่ใช่คำนาม จึงไม่ถูกโครงสร้าง
- (D) harmless แปลว่าไม่มีอันตราย เป็นคำคุณศัพท์ ทั้งชนิดคำและความหมายขัดกับเนื้อความที่กำลังพูดถึงผลเสีย
What is the passage mainly about?
- (A) How to produce honey on city rooftops
- (B) A possible drawback of urban beekeeping and one way cities respond to it
- (C) Why wild bees are disappearing around the world
- (D) The rules cities use to ban beehives
ดูเฉลย
คำตอบ (B) — บทความเริ่มจากความนิยมของการเลี้ยงผึ้งในเมือง แล้วเปลี่ยนมาพูดถึงข้อกังวลเรื่องผึ้งเลี้ยงแย่งอาหารผึ้งป่า และปิดท้ายด้วยวิธีที่สภาเมืองใช้รับมือ ตัวเลือก B ครอบคลุมทั้งสองส่วนนี้
- (A) บทความไม่ได้อธิบายวิธีผลิตน้ำผึ้งเลย พูดถึงน้ำผึ้งแค่ในฐานะเหตุผลของฝ่ายสนับสนุน
- (C) บทความไม่ได้พูดถึงการลดลงของผึ้งป่าทั่วโลก พูดแค่เรื่องการแย่งดอกไม้ในเมือง
- (D) บทความบอกว่าสภาเมืองสนับสนุนให้ปลูกไม้ดอก ไม่ได้ออกกฎห้ามเลี้ยงผึ้ง
According to the passage, why do some city councils encourage residents to plant flowering shrubs?
- (A) To improve the taste of local honey
- (B) To replace rooftop hives completely
- (C) To make sure there is enough food as the number of bees increases
- (D) To attract more visitors to city parks
ดูเฉลย
คำตอบ (C) — ประโยคสุดท้ายบอกว่าให้ปลูกไม้ดอกก่อนตั้งรังผึ้ง so that the food supply grows along with the bee population คืออยากให้อาหารเพิ่มขึ้นตามจำนวนผึ้ง ตรงกับตัวเลือก C
- (A) บทความไม่ได้พูดถึงรสชาติของน้ำผึ้ง
- (B) บทความบอกให้ปลูกก่อน installing a hive แปลว่ายังตั้งรังผึ้งได้ ไม่ได้ให้เลิกเลี้ยง
- (D) บทความไม่ได้พูดถึงนักท่องเที่ยวหรือผู้มาเที่ยวสวนสาธารณะ
Identify the part that is grammatically incorrect: "The number of residents who applies for the housing grant has increased steadily."
- (A) who applies
- (B) for
- (C) has increased
- (D) steadily
ดูเฉลย
คำตอบ (A) — who ในที่นี้แทน residents ซึ่งเป็นพหูพจน์ กริยาใน relative clause จึงต้องเป็น apply ไม่ใช่ applies ส่วนนี้จึงผิด
- (B) apply for เป็นคู่คำกริยากับคำบุพบทที่ถูกต้อง (สมัครขอรับบางอย่าง)
- (C) ประธานหลักของประโยคคือ The number ซึ่งเป็นเอกพจน์ has increased จึงถูกต้อง
- (D) steadily เป็นคำกริยาวิเศษณ์ ขยายกริยา has increased ได้ถูกต้อง
Identify the part that is grammatically incorrect: "Neither the manager nor her assistants was informed about the change in the schedule until the day before."
- (A) nor
- (B) was informed
- (C) about
- (D) until
ดูเฉลย
คำตอบ (B) — โครงสร้าง neither ... nor ... ให้ผันกริยาตามประธานตัวที่อยู่ใกล้กริยาที่สุด ซึ่งคือ her assistants (พหูพจน์) จึงต้องใช้ were informed ไม่ใช่ was informed
- (A) neither ต้องคู่กับ nor ส่วนนี้จึงถูกต้อง
- (C) informed about (ได้รับแจ้งเกี่ยวกับ) ใช้คำบุพบทถูกต้อง
- (D) until the day before หมายถึงจนกระทั่งวันก่อนหน้า ใช้ถูกทั้งความหมายและไวยากรณ์
คำถามที่พบบ่อย
cu tep คืออะไร สอบอะไรบ้าง
CU-TEP เป็นข้อสอบวัดความสามารถภาษาอังกฤษ มี 3 พาร์ท คือ Listening, Reading และ Writing (Error Identification) รวม 120 ข้อ ใช้เวลา 130 นาที คะแนนเต็ม 120 คะแนน
cu tep ต้องได้กี่คะแนน ถึงจะพอใช้ยื่น
ขึ้นกับหลักสูตรหรือหน่วยงานที่จะยื่น ให้ดูเกณฑ์ในประกาศของที่นั้นโดยตรง แล้วเทียบกับช่วง CEFR ตามประกาศ CUATC คือ C1 = 99–120, B2 = 70–98, B1 = 35–69 และ A2 = 14–34
cu tep ตั้งเป้าคะแนนสูง ควรเริ่มจากพาร์ทไหน
เริ่มจากทำแบบวัดระดับแบบจับเวลาเพื่อดูว่าเสียคะแนนตรงไหน ส่วนใหญ่ Reading ควรมาก่อน เพราะมี 60 ข้อ จาก 120 ข้อ แล้วค่อยเก็บ Writing ที่ตรวจจุดผิดได้เป็นระบบ
cu tep ปีล่าสุด รูปแบบการสอบมีอะไรบ้าง
มีทั้งแบบสอบบนกระดาษ (PBT) และแบบสอบด้วยคอมพิวเตอร์ (CBT) ส่วนวันสอบและเงื่อนไขการสมัครของปีล่าสุด ให้ตรวจจากประกาศทางการของผู้จัดสอบก่อนวางแผน
ฝึกต่อกับ EngPeak
ถ้าอยากฝึกต่อจากหน้านี้ EngPeak มีเครื่องมือเตรียมสอบ CU-TEP ทั้งแบบอ่านเองและแบบฝึกโจทย์พร้อมเฉลยที่อธิบายทุกตัวเลือก เลือกตามจุดที่ยังพลาดได้จากหน้าเส้นทาง CU-TEP ส่วนสนามสอบอื่นที่ EngPeak มีเครื่องมือเตรียมสอบ ดูได้ที่หน้ารวมสนามสอบ
ดูเส้นทาง CU-TEP ทั้งหมด ดูสนามสอบทั้งหมด